ระบบหายใจ ปอด เสมหะผู้ป่วยติดเตียงอัมพฤกษ์ อัมพาต (โรคหลอดเลือดสมอง)
เสมหะเยอะในผู้ป่วยติดเตียง ญาติช่วยยังไง เมื่อไรต้องให้นักกายภาพดู
ผู้ป่วยติดเตียงไอไม่มีแรง เสมหะค้าง และสำลักง่าย จนปอดติดเชื้อ มาดูวิธีจัดท่า ฝึกหายใจ กันสำลัก ดูแลช่องปาก เรื่องที่ไม่ควรทำเอง และอาการที่ต้องรีบพาไปหาหมอ
ปอดติดเชื้อเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยติดเตียงต้องกลับเข้าโรงพยาบาลบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง สาเหตุหลักมีสองทาง ทางแรกคือนอนราบนาน ๆ หายใจตื้น ไอไม่มีแรง เสมหะเลยค้างอยู่ในปอด อีกทางคือสำลักอาหาร น้ำ หรือน้ำลายลงปอด ซึ่งเจอบ่อยในผู้ป่วยหลังเส้นเลือดในสมองที่กลืนลำบาก
ทั้งสองทางกันได้มากด้วยเรื่องง่าย ๆ ที่ญาติทำได้ทุกวัน ส่วนเรื่องที่ต้องใช้มือหรือเครื่อง ให้นักกายภาพประเมินและสอนก่อน
จัดท่าให้ปอดทำงานได้ดี
ไม่ควรให้นอนราบทั้งวัน ช่วงกลางวันให้นั่งหรือนอนหัวสูงเป็นช่วง ๆ ถ้าผู้ป่วยนั่งได้ ให้ย้ายมานั่งเก้าอี้หรือรถเข็นวันละหลายครั้ง ปอดจะขยายได้เต็มกว่าตอนนอน
สลับท่านอนหงายและตะแคงซ้ายขวาตลอดวัน นอกจากกันแผลกดทับแล้ว ยังช่วยให้เสมหะไม่ค้างอยู่ที่ปอดส่วนใดส่วนหนึ่งนาน ๆ วิธีพลิกตัวและจัดท่าอ่านเพิ่มได้ใน ผู้ป่วยติดเตียง ทำกายภาพที่บ้านช่วยอะไรได้บ้าง
ฝึกหายใจและไอ
ถ้าผู้ป่วยทำตามคำบอกได้ ชวนฝึกวันละหลายรอบ
- หายใจลึก ๆ หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ ให้ท้องและอกขยาย กลั้นไว้ 2 ถึง 3 วินาที แล้วค่อย ๆ หายใจออกทางปาก ทำสักห้ารอบแล้วพัก
- ไอแบบฮัฟ หายใจเข้าลึกปานกลาง แล้วอ้าปากเป่าลมออกแรง ๆ ยาว ๆ เหมือนเป่ากระจกให้เป็นฝ้า ช่วยดันเสมหะขึ้นมาโดยไม่เหนื่อยเท่าไอแรง ๆ หลายครั้ง แล้วค่อยไอเอาเสมหะออก
- ถ้าโรงพยาบาลให้อุปกรณ์ฝึกหายใจกลับมาด้วย ใช้ตามที่สอนทุกวัน
ถ้าผู้ป่วยไม่ได้ถูกจำกัดน้ำ ให้ดื่มน้ำให้พอ เสมหะจะไม่เหนียวจนไอออกยาก
กันสำลัก
- ไขหัวเตียงขึ้นสูงหรือให้นั่งตัวตรงทุกครั้งที่กิน ดื่ม หรือให้อาหารทางสาย และคงท่าไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงหลังกิน
- ป้อนช้า ๆ คำเล็ก ๆ รอให้กลืนหมดก่อนป้อนคำต่อไป ไม่คุยหรือดูทีวีระหว่างกิน
- สังเกตสัญญาณสำลัก เช่น ไอทุกครั้งที่กินหรือดื่ม เสียงพูดเปียกครืดคราดหลังกลืน หรือมีไข้ต่ำ ๆ บ่อย ๆ ถ้าเจอให้บอกหมอ อาจต้องตรวจการกลืนและปรับความข้นของอาหาร
ดูแลช่องปาก
ทำความสะอาดฟัน ลิ้น และกระพุ้งแก้มวันละอย่างน้อยสองครั้ง รวมถึงผู้ป่วยที่ไม่ได้กินทางปาก เชื้อในช่องปากที่สกปรกเป็นต้นเหตุของปอดติดเชื้อเวลาผู้ป่วยสำลักน้ำลาย ตอนแปรงฟันให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนตะแคงหัวสูง ใช้น้ำน้อย ๆ จะได้ไม่สำลักน้ำ
เรื่องที่ไม่ควรทำเองก่อนได้ฝึก
เคาะปอดและจัดท่าระบายเสมหะ ช่วยให้เสมหะเคลื่อนออกมาได้ แต่ไม่เหมาะกับทุกคน นักกายภาพต้องฟังปอด ดูว่าเสมหะอยู่ตรงไหน และดูโรคอื่น ๆ ก่อน บางท่าต้องให้ศีรษะต่ำ ซึ่งอันตรายในบางคน เช่น คนที่มีกรดไหลย้อนมาก เพิ่งผ่าตัดสมอง หรือหายใจเหนื่อยมาก ทำก่อนอาหารหรือหลังอาหารนาน ๆ เท่านั้น
ดูดเสมหะด้วยเครื่อง ทำเมื่อผู้ป่วยไอเอาเสมหะออกเองไม่ได้ ไม่ต้องทำตามเวลา ญาติควรฝึกกับพยาบาลหรือนักกายภาพจนทำได้คล่องก่อน รวมถึงเรื่องความสะอาดของสายและเครื่อง
ผู้ป่วยที่มีท่อเจาะคอต้องดูแลเฉพาะ ให้ฝึกกับทีมโรงพยาบาลก่อนกลับบ้าน และให้นักกายภาพที่มาบ้านรู้ตั้งแต่แรก
นักกายภาพมาที่บ้านช่วยอะไร
นักกายภาพจะฟังปอด ดูการหายใจ การไอ และท่านอนท่านั่งที่ผู้ป่วยอยู่ทั้งวัน แล้วเลือกวิธีช่วยเอาเสมหะออกที่เหมาะ สอนญาติให้ทำต่อได้อย่างปลอดภัย และฝึกให้ผู้ป่วยลุกนั่งได้มากขึ้น ซึ่งดีต่อปอดที่สุด วิธีพยุงผู้ป่วยลุกนั่งโดยที่คนดูแลไม่ปวดหลัง อ่านได้ใน ย้ายตัวผู้ป่วยยังไงให้ปลอดภัย และคนดูแลไม่ปวดหลัง
อาการแบบนี้ต้องรีบพาไปหาหมอ
- หายใจเร็ว หอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หรือต้องใช้แรงหายใจมากกว่าปกติ
- ริมฝีปากหรือปลายเล็บเขียวคล้ำ ให้โทร 1669
- มีไข้ เสมหะมากขึ้น เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเขียว มีกลิ่น หรือมีเลือดปน
- ซึมลง สับสน หรือปลุกตื่นยากกว่าปกติ
- ถ้าบ้านมีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว แล้วค่าต่ำกว่าที่หมอเคยบอกไว้ หรือต่ำกว่าปกติของผู้ป่วยชัดเจน
คำถามที่พบบ่อย
ญาติเคาะปอดให้ผู้ป่วยเองที่บ้านได้ไหม
ได้ในบางคน แต่ให้นักกายภาพประเมินก่อนว่าเหมาะไหม และสอนท่ากับแรงที่ถูกต้อง บางคนไม่ควรเคาะ เช่น กระดูกพรุนมาก กระดูกซี่โครงหัก ไอเป็นเลือด หรือมีโรคหัวใจที่ยังคุมไม่ได้ และไม่ควรเคาะหลังกินข้าวใหม่ ๆ
ทำไมต้องไขหัวเตียงสูงตอนให้อาหาร
ท่านั่งหรือหัวสูงช่วยให้อาหารลงกระเพาะ ไม่ไหลย้อนขึ้นมาแล้วสำลักลงปอด ให้ไขหัวเตียงสูงระหว่างกินหรือให้อาหารทางสาย และคงท่านั้นไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงหลังกิน
ต้องดูดเสมหะบ่อยแค่ไหน
ดูดเมื่อมีเสมหะจริง เช่น ได้ยินเสียงครืดคราด หายใจลำบาก หรือผู้ป่วยไอเอาออกเองไม่ได้ ไม่ต้องดูดตามเวลา การดูดบ่อยเกินไประคายทางเดินหายใจ ญาติควรฝึกกับพยาบาลหรือนักกายภาพก่อนทำเอง
- เขียนและตรวจโดย
- กภ. นิรมล แทนละคร นักกายภาพบำบัด ใบอนุญาตเลขที่ 12221
- วิธีเขียน
- ร่างแรกใช้ AI ช่วยเขียน แล้วนักกายภาพอ่านตรวจและแก้ก่อนลง
- ลงเว็บเมื่อ
- 26 ตุลาคม 2569
บทความนี้มีไว้ให้ความรู้ ใช้แทนการตรวจของแพทย์หรือนักกายภาพที่ดูแลผู้ป่วยอยู่ไม่ได้ ถ้าอาการแย่ลงหรือไม่แน่ใจ ควรไปพบแพทย์